จัดการร้านพระ
หน้าแรก | กฏระเบียบ | ร้านพระทั้งหมด | สมัครเปิดร้านค้า | ติดต่อเวป
ชื่อสินค้า : พระระฆังหลังฆ้อน วัดระฆังโฆสิตาราม ปี ๒๔๕๓ กรุงเทพ
ราคา/สถานะ :
ข้อมูลทั่วไป : พระสมเด็จวัดระฆังหลังฆ้อน เป็นพระสมเด็จเนื้อโลหะผสม ขนาดองค์พระเล็กกะทัดรัด กว้างประมาณ ๑.๒ ซ.ม. สูงประมาณ ๑.๗ - ๒.๐ ซ.ม. จัดสร้างโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณฉันทมหาเถร (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร) ผู้เป็นบุตรของ หม่อมเจ้าถึก พระโอรสสมเด็จพระเจ้าสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรานุรักษ์ ผู้เป็นต้นราชสกุล อิศรางกูร เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๘ ของวัดระฆังต่อจาก พระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ. ทัด เสนีวงศ์) ผู้สร้าง "พระปิลันทน์" อันลือชื่อ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สร้างพระระฆังหลังฆ้อนขึ้นในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพิมลธรรม (ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อปี ๒๔๖๔) ท่านได้สร้าง พระสมเด็จวัดระฆังหลังฆ้อน ขึ้นจุดประสงค์เพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์ซ่อมพระอุโบสถวัดระฆังหลังเก่า ท่านได้มีส่วนช่วยสมเด็จพระพุทธบาทปิลันทน์ ในการสร้างพระเครื่อง สมเด็จปิลันทน์ ซึ่งแน่นอนว่า ท่านย่อมได้รับการถ่ายทอดพุทธาคมจากตำราดั้งเดิมของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ในการสร้างพระเครื่องด้วย การสร้างพระเครื่องของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) ย่อมไม่สร้างให้เหมือน หรือล้อเลียนพระของอาจารย์ จะเห็นได้ว่า แม้แต่สมเด็จพระพุทธบาทปิลันทน์เองก็ไม่ยอมสร้างพระเครื่องเลียนแบบของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้เป็นอาจารย์ เช่นกัน ดังนั้นพระวัดระฆังหลังค้อน ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) นั้น ท่านจึงสร้างให้แตกต่างจากของพระพุทธบาทปิลันทน์ และของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) โดยสิ้นเชิง คือ ท่านได้สร้างเป็น พระเนื้อโลหะผสม ด้วยวิธีเททองหล่อแบบโบราณ โดยมี พระอาจารย์พา วัดระฆัง เป็นเจ้าพิธีพุทธาภิเษก เรื่องใครเป็นผู้สร้างพระระฆัง-หลังค้อนนั้น ในปัจจุบันยังแยกความเชื่อออกเป็น ๒ กระแส กระแสหนึ่งว่า สร้างโดยและปลุกเสกอาจารย์พา พระลูกวัดระฆังฯ แล้วหลังจากนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นเพียงผู้นำมาแจกจ่าย ส่วนอีกกระแสหนึ่งเห็นว่า การหล่อพระแบบโบราณ มีพิธีการสร้างที่ยุ่งยากและซับซ้อน ยิ่งเป็นการสร้างพระหล่อในยุคสมัยนั้น นับเป็นเรื่องใหญ่โตมาก อาจารย์พา เป็นเพียงพระลูกวัดไม่น่าที่จะทำสำเร็จได้เพียงลำพัง ซึ่งหากประมูลข้อมูลตามหลักฐานที่ปรากฏจึงน่าจะเป็นการดำเนินการของพระอาจารย์พา ในฐานะแม่งานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานแทนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งมีอายุมากเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต และเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ส่วนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์น่าจะมีส่วนร่วมในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้พอเพียงแก่การสร้างพระเป็นจำนวนมาก อีกทั้งช่วยนิมนต์พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นมาร่วมในพิธีพุทธาภิเษก พระวัดระฆังหลังค้อน สร้างทั้งหมดสองครั้ง สร้างครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ เพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมพระอุโบสถวัดระฆัง หลังเก่า แต่มีบางข้อมูลได้ระบุว่า การสร้างครั้งแรกนั้นอยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ เพราะการสร้างครั้งนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) ยังมีสมณศักดิ์เป็น "พระพิมลธรรม" อยู่ (เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๔) การสร้างครั้งนี้เททองที่บริเวณพระอุโบสถ พิธีกรรมคราวนั้นกล่าวได้ว่าทำอย่างใหญ่โต เริ่มด้วยการส่งแผ่นทองเหลืองถวายไปยังพระคณาจารย์ต่าง ๆ ที่มีชื่อทั้งในกรุงเทพ ธนบุรี และต่างจังหวัด มากท่านด้วยกัน ทำการจารอักขระลงยันต์แล้วส่งกลับคืนมา แล้วนำแผ่นทองเหลืองลงยันต์นั้นมาหลอมรวมกับชนวน และเศษชิ้นส่วนโลหะที่เหลือจากการตกแต่งพระพุทธชินราช (จำลอง) ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรทำเป็นเชื้อชนวนในการสร้างพระวัดระฆังหลังฆ้อนนี้ รวมทั้งทองเหลืองเก่า ซึ่งมีทั้งฝาบาตรและถาดทองเหลืองเก่าที่มีอยู่มากในสมัยนั้น โบราณเรียกทองชนิดนี้ว่าทองใบ หรือ ทองลำย่อย เมื่อเทเป็นองค์พระแล้วเนื้อพระจึงดูเข้มจัด มีกระแสคล้ายกับทองดอกบวบ เนื้อโลหะซึ่งใช้ในการสร้างพระวัดระฆังหลังฆ้อนนั้น มีส่วนผสมของเศษโลหะที่เหลือจากการแต่งพระพุทธชินราชจำลองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อที่จังหวัดพิษณุโลก แล้วทรงนำไปเป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรฯ อยู่ด้วย ความเป็นมาของเศษโลหะที่เหลือจากการแต่งพระพุทธชินราชจำลองนี้มีที่มาดังนี้ ย้อนข้อมูลไปในพุทธศักราช ปี ๒๔๔๓ ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้หล่อพระพุทธชินราชจำลองขึ้น เพื่อเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตรที่พระองค์ท่านได้สร้างขึ้น โดยในการหล่อได้โปรดเกล้าให้สมเด็จพรมพระยาดำรงราชานุภาพ และข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลกเป็นเจ้าพิธี โปรดให้ช่างหลวงและช่างขึ้นไปทำการหล่อองค์พระที่เมืองพิษณุโลก ทั้งนี้เพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมือนองค์จริงมากที่สุด เมื่อหล่อเป็นองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อัญเชิญลงเรือกลับมาตกแต่งที่กรมทหารเรือ กรุงเทพ พระยาชลยุทธโยธินทร์ ผู้บังคับการกรมทหารเรือ ได้กราบถวายบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญพระพุทธชินราชจำลองไปตกแต่งที่กรมทหารเรือ เพราะมีโรงหล่อ มีเครื่องมือครบถ้วน และสามารถบังคับบัญชาให้ช่างผลัดเปลี่ยนเป็นเวรกันตกแต่งได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบดังนี้ ทรงมีพระบรมราชานุญาต วันที่ ๒ พฤศจิกายน ขบวนเรือพระพุทธชินราชจำลองถึงกรุงเทพมหานคร เชิญขึ้นที่โรงหล่อที่ทำการของกรมทหารเรือ ช่างสับเปลี่ยนกันเป็นสำรับ ตกแต่งทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง จนสำเร็จเรียบร้อย (จากหนังสือพระพุทธเจ้าหลวงกับวัดเบญจมบพิตร หน้า ๑๕๑ และ หน้า ๑๕๙) เศษโลหะที่เหลือจากการตกแต่งองค์พระพุทธชินราชจำลองในครั้งนั้น (พ.ศ. ๒๔๔๔) กรมทหารเรือหรือผู้เกี่ยวข้องยังคงเก็บรักษาไว้ (หรือมอบให้วัดระฆังฯ) เพราะเป็นของดีและโลหะเช่นนั้นหาไม่ได้ง่าย ๆ ต่อมาเมื่อทางวัดระฆังฯ มีการเททองสร้างพระวัดระฆังหลังฆ้อน จึงมีการนำโลหะนั้นมาเป็นส่วนผสมด้วย เพราะวัดระฆังโฆสิตารามมีความสัมพันธ์อันดีกับทางทหารเรือ อีกทั้งมีสถานที่ตั้งใกล้ ๆ กัน แม้ในปัจจุบันที่ท่าน้ำของวัดระฆังยังมีรูปปั้นจ่าทหารเรือยืนเฝ้ายามอยู่ที่ท่าน้ำนับเป็นเวลากว่า ๗๐ ปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีพระ เนื้อสำริด และเนื้อเมฆสิทธิ์ ก็เคยพอเห็น ..แต่หายากมาก ส่วนพระที่สร้างในคราวหลังจะมีสีอ่อนกว่า หากจะแยกแยะถึงพระที่หล่อในครั้งแรกและครั้งที่ ๒ ดูจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีจำนวนพระมากและหล่อด้วยกรรมวิธีโบราณและมีหลายพิมพ์ทรง ส่วนใหญ่นักสะสมจะแยกแยะจากกระแสเนื้อหาของพระเป็นหลัก โดยพระที่จัดสร้างขึ้นครั้งแรกกระแสเนื้อจะออกเหลืองแบบทองดอกบวบ บางองค์จะออกกระแสเหลืองอมเขียว ส่วนที่สร้างในครั้งต่อมา กระแสเนื้อจะออกสีเหลืองอ่อน ส่วนพระที่กระแสเนื้อออกแดงเข้มคล้ายสีทองแดงเถื่อนหรือที่เรียกว่าเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เท่าที่พบเข้าใจว่าเป็นเนื้อโลหะก้นเบ้าไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นพระที่สร้างครั้งแรกหรือครั้งหลัง ถ้าจะแบ่งแยกแบบคร่าวๆ คงดูที่ความลึกขององค์พระเป็นเกณฑ์ ถ้าองค์พระตื้นๆ มักถูกจัดไปเป็นพระที่สร้างรุ่นที่ ๒ รายละเอียดพิธีการสร้างพระในคราวแรกจากบันทึกประวัติส่วนที่หลงเหลืออยู่ ที่พระราชธรรมภาณี (รองเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อปี ๒๕๑๓) บันทึกไว้ มีดังต่อไปนี้............. "พิธีกรรม เนื่องด้วยการสร้างพระเนื้อทองเหลืองนี้ เริ่มด้วยการส่งแผ่นทองเหลืองไปถวายพระอาจารย์ต่าง ๆ ในพระนครฯ ธนบุรี และต่างจังหวัด ได้ทำการลงจารอักขระเลขยันต์แล้วส่งคืนกลับมา เมื่อรวมแผ่นทองเหลืองที่ลงเลขยันต์เสร็จแล้ว จึงเริ่มพิธีโดยอาราธนาพระเถรานุเถระ ผู้ทรงวิทยาคุณมาทำการปลุกเสกทองเหลืองที่จะหลอมเทเป็นองค์พระตามแบบพิมพ์ที่กำหนดไว้... สำหรับพระคณาจารย์ที่ร่วมพิธีปลุกเสกในสมัยนั้นตามบันทึกประวัติข้างต้นได้ระบุไว้มีจำนวนถึง ๖๐ รูป ปรากฏรายนามบางส่วน อาทิ ๑. หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก, ๒. หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง, ๓. หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่, ๔. หลวงพ่อพ่วง วัดกก, ๕. กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์, ๖.หลวงพ่อชู วัดนาคปรก, ๗. หลวงพ่อสาย วัดอินทาราม (ใต้), ๘. หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ, ๙. หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม, ๑๐. หลวงพ่อบ่าย วัดช่องลม, ๑๑. หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้, ๑๒. หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม, ๑๓. หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก, ๑๔. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว, ๑๕. หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน, ๑๖. พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ), ๑๗. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม, ๑๘. หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน, ๑๙. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, ๒๐. หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ฯลฯ "...สถานที่ทำพิธีในพระอุโบสถนั้น พิธีกรรมนั้นใหญ่โตแข็งแรงมาก สร้างและประกอบพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถวัดระฆังโฆษิตาราม เมื่อเททองเป็นองค์พระแล้ว จึงเลื่อยออกเป็นกิ่ง ๆ จากแกนชนวน และเลื่อยตัดออกเป็นแท่งๆ ลักษณะของแท่งพระเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างประมาณเกือบ ๓ เซนติเมตรครึ่ง ความยาวประมาณเกือบ ๕ เซนติเมตรครึ่ง ความหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หลังจากเลื่อยตัดจากช่อแล้ว พระแต่ละองค์จะติดกันเป็นแพ ต้องใช้เลื่อยเฉือนบากออกตรงรอยต่อระหว่างองค์ และใช้ฆ้อนเคาะกระแทกให้องค์พระแต่ละองค์แยกออกจากกัน อันเป็นที่มาของชื่อ "ระฆังหลังฆ้อน" โดยบางองค์อาจจะมีรอยฆ้อนกระแทกยุบลงไปบ้าง บางองค์ก็ไม่มี จะมีก็แต่เพียงรอยตะไบแต่งเท่านั้น... " บางตำนานเล่าถึงวิธีการหล่อที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยดังนี้ การเทหล่อในคราวแรกคาดว่าหล่อพระแบบเรียงต่อกันองค์ต่อองค์ในแนวตั้ง ยาวเหมือนไม้บรรทัด เมื่อทุบดินหุ่นออกแล้ว คงใช้สิ่วตอกตัดองค์พระแต่ละองค์ให้แยกจากกัน บางครั้งฆ้อนตอกพลาดเป้าไปโดนองค์พระก็มีบ้าง (ที่มาของชื่อระฆังหลังฆ้อน) พุทธลักษณะ (พิมพ์พระ) ของพระวัดระฆังหลังฆ้อนมีหลายพิมพ์ ทั้งองค์พระล่ำ และผอมชะลูด (และพิมพ์พิเศษ) ด้านหน้า : เป็นพระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเม็ดบัวสองชั้น อยู่บนกรอบสี่เหลี่ยม (บางองค์แต่งโค้งมน) มีซุ้มครอบแก้วซึ่งเป็นซุ้มโค้งโดยรอบองค์และฐาน พื้นภายในเส้นครอบแก้ว เหนือพระเศียรและข้างองค์เห็นเป็นจุดกลมเม็ดๆ อนุมานให้เป็นใบโพธิ์ เจตนาคือต้องการสร้างให้เป็น 'พระพิมพ์ปรกโพธิ์' นั่นเอง องค์พระ มีทั้งปรากฏพระกรรณ และไม่ปรากฏพระกรรณ (หู) แต่ที่ปรากฏพระกรรณเป็นที่นิยมกว่าไม่ปรากฏพระกรรณ แต่ไม่เห็นรายละเอียดบนพระพักตร์ พระวัดระฆังหลังค้อน ที่สร้างวาระแรก มีข้อสังเกต คือ องค์พระจะมีรอยตัดด้านบนและด้านล่าง หรือที่เซียนพระทั้งหลายเรียกกันติดปากว่า ตัดหัวตัดท้าย ด้านข้าง: ด้านข้างขององค์พระทั้ง ๒ ด้าน ส่วนใหญ่จะไม่มีร่องรอยการตกแต่งด้วยตะไบ เพราะขณะเททองหล่อพระ ขอบข้างชนกับรางโลหะ จะราบเรียบไปเอง แต่ก็มีบ้าง ที่มีการตกแต่งด้วยตะไบ เพื่อความเรียบร้อย หรือเพื่อให้สวยงาม ซึ่งจะมีร่องรอยเดิมให้เห็นบ้างในบางองค์ และความหนา มีทั้งหนามากและธรรมดา พระส่วนใหญ่จะมีความหนามากกว่าการสร้างในวาระที่ ๒ ด้านหลัง : หลังเรียบ บางองค์มีรอยตะไบ และแอ่นเป็นเส้น "...พระวัดระฆังหลังฆ้อน แบ่งเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นพระที่ไม่ได้ขัดแต่ง ให้เช่าองค์ละ ๑ บาท ส่วนอีกอย่างหนึ่งเป็นพระขัดแต่งสวยงามให้เช่าองค์ละ ๒ บาท วิธีขัดแต่ง พระสมเด็จท่านจ้างให้โยมปั้น ซึ่งอยู่ในหอไตรฯ ในสระเป็นผู้ขัดแต่ง หลังจากที่ตัดพระออกจาแกนชนวนเป็นองค์ ๆ แล้วก็เอาตะไบลงทั้ง ๔ ด้าน แล้วขัดด้วยกระดาษทรายทั้งด้านข้างและด้านหลัง จากนั้นจึงเอารากลำพูขัดเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเสร็จแล้วจะดูงดงามมาก ถ้าสมัยนี้เรียกว่า หลังเจียรเพชร ทั้งนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ฯ ท่านรวบรวมเงินเอาไปปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญและพระอุโบสถ และที่แจกให้แก่ผู้ที่ควรแจกก็มีมาก..." การเททองครั้งที่ ๒ การเททองครั้งที่สองนั้นคาดว่าอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยอาศัยข้อมูลที่พระราชธรรมภาณี (ละมูล) รองเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อปี ๒๕๑๓ ได้เล่าว่าในตอนนั้นท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว (ท่านได้บรรพชา ในปีพ.ศ. ๒๔๕๘) และสมเด็จพระอุปัชฌาย์ของท่านมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ดังนั้นการสร้างพระวัดระฆังหลังฆ้อนครั้งที่สอง จึงอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ และในบันทึกดังกล่าวได้เล่าถึงการสร้างพระรุ่นที่ ๒ ไว้ดังนี้ "...เมื่อพระรุ่นที่ ๑ หมด จึงทำเป็นรุ่นที่ ๒ ตอนนี้ผู้เขียน (พระราชธรรมภาณี รองเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อปี ๒๕๑๓ ) บวชเณรแล้ว การทำพระรุ่นที่ ๒ นี้ ทำพิธีเพียงเล็กน้อยไม่ได้ทำในบริเวณพระอุโบสถ โดยเอามาเททองที่ริมเขื่อนหน้าคณะ ๓ นิมนต์พระสวดมนต์และชยันโตที่หอกลางคณะ ๑ การใช้ทองเหลืองหลอมเพื่อเทพระ ก็เอาทองเหลืองกับชนวนที่เข้าพิธีแล้ว เมื่อทำครั้งที่ ๑ ยังเหลือเก็บไว้มารวมกันเทพระรุ่นที่ ๒ โดยปกติแล้วสมเด็จอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ท่านไม่โปรดเลยที่จะสร้างพระเครื่องเพิ่มเติมโดยส่วนประกอบนั้น ๆ ไม่ได้ทำพิธีปลุกเสก ท่านทำขึ้นครั้งที่ ๒ ท่านก็ว่าทองเหลืองทั้งหมด ตลอดจนชนวนพระทั้งหมด ได้ปลุกเสกบริกรรมจากพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ในเรื่องปีที่สร้างพระระฆังหลังค้อนครั้งที่ ๒ นั้นมีบางข้อมูลได้ระบุว่า "พระวัดระฆังหลังค้อน สร้างในวาระที่ ๒ ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๒-๒๔๘๓ เนื่องจากสภาวะการเมืองโลกในขณะนั้น ส่อเค้าว่า จะเกิดสงคราม และประเทศไทยก็ตกอยู่ในสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเข้าร่วมรบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ช่วงเวลานั้น วัดต่างๆ ในเมืองไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ จะสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ทหาร-ตำรวจ ที่จะต้องออกไปรบ และส่วนหนึ่งเพื่อแจกเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชน วัดระฆังโฆสิตาราม ก็เช่นกัน ได้ดำเนินการจัดสร้าง พระวัดระฆังหลังค้อน ขึ้นอีกวาระหนึ่ง" นั้น ตามบันทึกของพระเทพญาณเวที (ละมูล) ได้เล่าว่าในเวลาที่สร้างพระระฆังหลังฆ้อนครั้งที่สองนั้น สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของท่านยังมิได้มรณภาพ ท่านมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะสร้างพระระฆังหลังค้อนครั้งที่ ๒ ในพ.ศ.๒๔๘๒ ซึ่งเป็นปีหลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว พระสมเด็จทองเหลืองนี้มีน้อยไม่แพร่หลาย และเป็นที่เล่าลือกันว่ามีประสิทธิคุณไม่น้อยเหมือนกัน เล่ากันว่าผู้มีพระติดตัวลงไปในนาในหนองที่มีปลิงชุกชุม ปลิงไม่เกาะ พระสมเด็จทองเหลืองเวลานี้หายากมาก แม้ผู้เขียนเอง ซึ่งขลุกอยู่กับพระอย่างใกล้ชิดยังไม่มีเลย จนถึงเมื่อบวชพระแล้วขึ้นไปทำวัตร ในฐานะท่านเป็นอุปัชฌาย์ จึงได้เรียนขอพระแก่ท่าน ท่านกลับถามว่า แกยังไม่ได้อีกหรือ ? เรียนตอบท่านว่ายังไม่ได้ ท่านพูดว่าเห็นแกวุ่นวายอยู่กับพระทำไมจึงไม่ได้ เรียนบอกท่านว่าไม่ได้ยักเอาไว้ ท่านร้องว่าอือ แล้วก็หัวเราะหันไปหยิบพระในกล่องกระดาษออกมาให้ ๔ องค์ ข้าพเจ้าเก็บไว้นาน จึงตรวจดู พระหายหมดเลย เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ท่านพระครูสังฆวิจารณ์ (ม.ล. เทพ อิศรางกูร) พระครูฐานานุกรมในองค์ท่าน เอาพระสมเด็จทองเหลืองที่ยังมีเหลืออยู่ ออกแจกแก่พวกชาววังหลวงที่เขามาช่วยจัดดอกไม้ประดับแท่นรองโกศศพ ก็ขอได้ไว้อีก ๒-๓ องค์ก็หายหมดอีก ไม่มีเหลืออยู่เลย เวลานี้อยากได้เหลือเกินเพราะเป็นพระของพระอุปัชฌาย์ของตัว แม้เห็นที่เขามีกันก็ไม่กล้าขอเขา ถึงขอเขาก็ไม่ให้ มีผู้ทำเทียมบ้าง เอามาให้ดูอ้างว่าเป็นพระของพระสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พิจารณาดูลักษณะและเนื้อทองแล้วเห็นผิดกันไกลมาก ไม่เกิดศรัทธาปสาทะ ฉะนั้นท่านผู้มีของเก่าเป็นสมบัติของตนจงรักษาไว้ให้ดีเถิด..." กรรมวิธีการหล่อในการสร้างวาระที่ ๒ นั้น แตกต่างไปจากการสร้างวาระแรก คือ เป็นการเทหล่อโบราณแบบเข้าช่อ ตัดก้านชนวน (เหมือนกิ่งไม้) ช่อหนึ่งอาจมีพระ ๑๕-๓๐ องค์ พอเทเสร็จแล้วจะทุบหุ่นดินออก ตัดเอาองค์พระออกจากช่อชนวน แล้วนำพระไปตกแต่งขอบ หรือส่วนที่เป็นเนื้อเกินออกไปให้เรียบร้อย กล่าวโดยสรุป พระวัดระฆังหลังค้อน ที่สร้างในวาระที่ ๒ นั้น จะมีช่อชนวน และมีร่องรอยการตกแต่งขอบรอบองค์พระทุกด้าน เพื่อความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ความหนาขององค์พระ ส่วนใหญ่จะหนาน้อยกว่าองค์พระที่สร้างในวาระแรก พระองค์นี้สภาพใช้และทำความสะอาดผิวนะครับ อายุ ๑๐๗ ปีแล้ว นำสิ่งดีๆมาแบ่งปันครับ ขอบคุณครับ
ประเภทพระ : เหรียญหล่อ&ปั๊ม / พระเนื้อชิน โลหะ สำริด / พระภาคกลาง
ร้าน : สินสยาม พระเครื่อง ( เปิดร้านวันที่ 21/01/2556 )
โทรศัพท์ : 091-751-2695
Facebook :
Line ID : c.harnphanich
จำนวนผู้ชม : 396
ข้อควรระวังในการเช่าพระผ่านเว็ปไซต์/// ต้องตรวจสอบพระ และตกลงเงื่อนไขการรับประกันให้เรียบร้อย
หากไม่เคยติดต่อ หรือรู้จักผู้ให้เช่ามาก่อนแนะนำให้นัดดูองค์จริง ทางเวปเป็นสื่อกลาง ไม่มีส่วนในการเช่าพระ

แชร์หน้านี้
บริษัท พีเอเอสเค กรุ๊ป จำกัด เลขที่ 8 ซอยกาญจนาภิเษก 39 แยก 10 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250
โทร 08-7679-6060 / E-Mail : prapantip@gmail.com / Line ID : prapantip
สงวนสิทธิ์ © 2010-2015 PRAPANTIP.COM ONLINE. All Rights Reserved.

พระเครื่อง